Wendigo Psychosis : เวนดิโกเข้าสิงจริงหรือ ?



            ตำนานโบราณที่ถ่ายทอดมายังรุ่นสู่รุ่นหรือเป็นเพียงเรื่องแต่งเพื่อเป็นคำเตือนให้กับคนไม่กล้าใกล้สถานที่นั้น ๆ ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปเท่าใด ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเชื่อว่าตำนานเรื่องเล่ามีอยู่จริงจนกลายเป็นความงมงายที่ไม่อาจมองความจริงของสิ่งที่อยู่ภายใต้ตำนานเหล่านั้นได้ โดยเฉพาะตำนานผีจากความเชื่อในสมัยอดีต อย่างเวนดิโก วิญญาณร้ายอันเก่าแก่ของชนเผ่าอินเดียนแดง คนชอบเล่นเกมสยองขวัญมักคุ้นชื่อผีตนนี้เป็นอย่างดีจากเกมสยองขวัญที่แฟน ๆ เกมต่างชื่นชอบอย่าง Until Dawn ของค่าย Supermassive Games ซึ่งได้หยิบตำนานเวนดิโกมาเป็นตัวละครแสนน่ากลัวอย่างอสูรร้ายกระหายเลือดเนื้อไล่ล่าตัวละครในเกมตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนี้ยังเวนดิโกถูกนำมาถ่ายทอดในภาพยนตร์และซีรีย์เช่นเดียวกัน 

      ตามตำนานความเชื่อของชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยอดีต ทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เวนดิโกเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในป่า และเข้าสิงคนเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นปีศาจชั่วร้ายออกล่ามนุษย์เป็นอาหาร เวนดิโกมีรูปร่างคล้ายมนุษย์กึ่งสัตว์ป่าที่ผอมจนเห็นกระดูก ผิวซีด ดวงตากลวงโบ๋ และมีกลิ่นเหม็นเหมือนกับซากศพ อีกทั้งเวนดิโกสามารถเติบโตและตัวใหญ่ขึ้นจากระยะเวลาที่สั่งสมกินเนื้อมนุษย์ แต่ละเผ่าบอกเล่าไม่เหมือนกัน บ้างก็ว่าเห็นเป็นหัวสัตว์นก สิงโต หรือกวาง มีลำตัวเป็นสัตว์สองเท้า บ้างว่าเห็นเป็นสัตว์ถูกปกคลุมด้วยขนหนาไปทั่วทั้งร่าง บางตำนานเล่าว่าเวนดิโกสามารถูกฆ่าอาวุธธรรมดา เช่น ไม้กระบองหรืออาวุธปืน หรือตำนานอื่นๆ กล่าวว่ามีเพียงหมอผีหรือผู้นำทางวิญญาณสามารถส่งเวนดิโกด้วยคาถาและพิธีกรรมพิเศษ

 ขอบคุณรูปภาพจากเกมสยองขวัญ Until Dawn

            จากเหตุการณ์ครั้งในอดีต นายพราน นักเดินป่า และนักสำรวจเข้าไปในป่าแล้วหายตัวไปต่างเชื่อมโยงไปยังเวนดิโกมากกว่าเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ยิ่งเป็นสร้างความเกรงกลัวต่อเวนดิโกของชนเผ่าอินเดียนแดงผู้ศรัทธาจิตวิญญาณและพลังเหนือธรรมชาติ อีกทั้งทำให้ตำนานปีศาจชั่วร้าย เวนดิโก กลายเป็นคติความเชื่อทางสังคมและวัฒนธรรมของอินเดียนแดงไปโดยปริยาย เมื่อแต่ละชนเผ่าของอินเดียนแดงตกอยู่ในสภาวะอดยาก พวกเขาทำพิธีกรรม Wiindigookaanzhimowin โดยพวกเขาใส่สวมหน้ากากและเต้นถอยรอบกลอง ซึ่งเป็นพิธีเพื่อลดทอนความโกรธาของเวนดิโก ที่เป็นตัวตนสร้างคำสาปความแห้งแล้งนี้ให้กับพวกตน การกระทำนี้ของชนเผ่าอินเดียนแดงเป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อที่ฝังรากลึกไปยังโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของพวกเขาจนมาถึงปัจจุบัน  ใครจะนึกว่าตำนานเวนดิโกที่สืบต่อมากันยังหลายชั่วอายุคน กลายมาเป็นอาการป่วยทางจิตที่ได้รับอิทธิพลความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่น

     มาถึงศตวรรษที่ 19 ความเชื่อเรื่องเวนดิโกยังคงมีอยู่ในชนเผ่าอินเดียนแดง นักวิชาการหลายคนพยายามหาคำตอบของความเป็นไปได้ของตำนานที่เกิดขึ้น โดยอ้างอิงจากหลักการทางวิทยาศาสตร์และการหาความจริงอยู่บนเหตุและผล ในที่สุดเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นได้เปลี่ยนมุมมองสำคัญต่อการที่มีอยู่ของเวนดิโก นายพราน Swift Runner เป็นชายร่างใหญ่จิตใจดีเป็นที่รักของชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่าครี รักภรรยาและลูกของเขาเป็นอย่างมาก เขาเดินทางไปยังป่าพร้อมกับภรรยาและลูก 6 คน เป็นประจำทุกปี แต่ในปีค.ศ. 1879 เขาได้เดินทางกลับบ้านโดยปราศจากภรรยาและลูกของเขา ญาติหลายคนกังวลใจกับการกลับมาของเขา พวกเขาจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เดินไปทางยังแคมป์ Swift Runner ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่พบกะโหลกและกระดูกครอบครัวของเขากระจัดกระจาย  เขาถูกสอบสวนจนเขาอ้างว่าตนได้กินเนื้อของภรรยาและลูกเพื่อเอาชีวิตรอดจากความหิวโหย ตอนหลังเขาได้เผยว่าเขาถูกเวนดิโกเข้ามาหลอกหลอนในความฝันของเขา เรียกร้องให้เขากินคนในครอบครัว จิตใจของเขาถูกกัดกินไปเรื่อย ๆ จนสูญเสียความตัวของตัวเอง ท้ายที่สุดศาลได้ตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ และ Swift Runner ถูกวินิจฉัยว่าเขาเป็น Wendigo Psychosis หรือโรคจิตเวชเวนดิโกที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น

ภาพสุดท้ายของ Swift Runner ก่อนโดนประหารด้วยการแขวนคอ จาก Royal Canadian Archives

            การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ Wendigo Psychosis มีการระบุว่าอาการทางจิตเวชนี้โดยส่วนใหญ่ขึ้นกับคนอาศัยพื้นที่ที่อยู่อาศัยและส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคมเต็มไปด้วยความเชื่อทางวัฒนธรรมที่ฝังรากลึก ยิ่งเป็นโรคเกี่ยวข้องความคิด ความเชื่อของคนเป็นเรื่องยากต่อการรักษา ผู้ป่วยปักใจเชื่อไปแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเป็นเรื่องจริงจากตำนานที่มีอยู่จริง อย่างกรณีของ Swift Runner ยิ่งปักใจเชื่อมากเท่าไหร่ การรักษาเองยากมากขึ้นเท่านั้น ทั้งผู้ป่วยและผู้รักษาต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกันในความแตกต่างของมุมมองที่มีต่อความเชื่อนั้น ๆ และผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือกับการรักษาของแพทย์เช่นเดียวกัน ใช่ว่าโรคนี้จะรักษาได้หายขาด หากผู้ป่วยมีความคิดแง่ลบมากจนเกินไป หรือมีภาวะซึมเศร้าจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วย พวกเขาสามารถกลับมามีอาการเช่นนี้ได้ เพราะฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าไม่สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้เหมือนกับโรคอื่น ๆ ในทางการแพทย์ ในปัจจุบันนี้ผู้ป่วยด้วย Wendigo Psychosis น้อยกว่าสมัยก่อน เนื่องจากความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนวัตกรรม และผู้คนมีกระบวนทางความคิดไปในเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่าความงมงายในความเชื่อต่าง ๆ ตามตำนานพื้นเมืองหรือการบอกเล่า ไม่น่าแปลกใจนักว่าสื่อส่วนใหญ่ถ่ายทอดตำนานเวนดิโกในธุรกิจความบันเทิงรูปแบบหนึ่งมากกว่านำเสนอความน่ากลัวของตำนานที่ไม่ควรแตะต้อง ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ด้วยแล้ว พวกเขาให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตในการเอาตัวรอดของโลกทุนนิยมมากกว่าที่ใส่ใจเรื่องราวที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลของความน่ากลัวของตำนานโบราณของคนสมัยก่อน


Weekly Ghost


อ้างอิง:

- https://adaybulletin.com/article-sideeffects-wendigo-psychosis/30603

- https://grotesque-observatory.blogspot.com/2013/02/beware-wendigo.html

https://vsbattles.fandom.com/wiki/Wendigo_(Until_Dawn)

- https://www.murderpedia.org/male.R/r/runner-swift.htm

- https://www.researchgate.net/publication/338109722_Wendigo_Psychosis

- https://www.thecanadianencyclopedia.ca/en/article/windigo

ความคิดเห็น